คำอธิบายและการวิเคราะห์ของฝ่ายจัดการ

ในรอบปี 2559 ที่ผ่านมาบริษัทมีรายได้รวมเติบโตร้อยละ 12.5 และมีกำไรสุทธิเติบโตถึงร้อยละ 20.8 การพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์เพื่อขายได้เสร็จตามเวลา เพื่อส่งมอบให้กับลูกค้าได้ตามเป้าหมาย บริษัทฯ มีการเปิดตัวโครงการใหม่ 4 โครงการ ได้แก่ โรงแรมบาบาบีชคลับ หัวหิน มูลค่า 1,800 ล้านบาท และโครงการบ้านเดี่ยว ระดับไฮเอ็นด์ อีก 3 โครงการได้แก่ โครงการบ้านอิสสระเรสซิเดนซ์ พระรามเก้า โครงการบ้านอิสสระ บางนา และ โครงการทิวทะเลเอสเตท วิลล่า มูลค่าโครงการ 1,820 , 2,600 และ 300 ล้านบาท ตามลำดับ นอกจากนี้ บริษัทยังได้จัดตั้งบริษัท ชาญอิสสระ รีท แมเนจเมนท์ จำกัด โดยบริษัทฯ เป็นผู้ถือหุ้นร้อยละ 100 เพื่อบริหารกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ โรงแรมศรีพันวา ซึ่งแปลงมาจากกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์โรงแรมศรีพันวา ช่วงปลายปี 2559 และในช่วงเวลาดังกล่าว บริษัท ชาญอิสสระ เรสซิเดนซ์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยได้ จำหน่ายทรัพย์สินที่ใช้ในการประกอบกิจการโรงแรมศรีพันวา โฮเต็ล (โครงการโรงแรมส่วนที่ 2) และบ้านพักตากอากาศ X 29 ให้แก่ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์โรงแรมศรีพันวา อีกด้วย

ในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2559 บริษัทยังคงได้ประโยชน์จากการที่ ภาครัฐช่วยส่งเสริมจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยการลดค่าจดทะเบียน และการจำนอง ตลอดจนการลดหย่อนภาษีสำหรับบ้านหลังแรก ด้านการท่องเที่ยวก็เช่นเดียวกันภาครัฐยังคงให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากการให้ค่าลดหย่อนจากการท่องเที่ยวในประเทศ และสนับสนุนให้นักท่องเที่ยวต่างประเทศเข้ามาเที่ยวในประเทศ ทำให้รายได้จากการประกอบกิจการโรงแรมของบริษัทเพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 13.9

จากการที่บริษัทมีโครงการเพิ่มขึ้นทำให้บริษัทต้องจัดหาเงินมาใช้ในการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในรอบปี 2559 บริษัทได้มีการออกหุ้นกู้ 1 ชุด อายุ 3 ปี มูลค่า 300 ล้านบาท เพื่อจ่ายคืนหุ้นกู้ชุดเดิมซึ่งถึงกำหนดชำระ ในมูลค่า 300 ล้านบาทเช่นกัน ณ สิ้นปี อัตราหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) ของบริษัทลดลง จาก 2.36 เท่า เป็น 2.20 เท่า แต่ถ้าคำนวณเฉพาะหนี้ที่มีภาระดอกเบี้ยต่อทุน (IBD/E) แล้วจะมีอัตราส่วนเพียง 1.61 เท่า เท่านั้น และในปี 2560 บริษัทฯ คาดว่าจะทยอยชำระหนี้คืนได้อย่างน้อย 2 โครงการที่ก่อสร้างเสร็จและอยู่ในระหว่างโอนกรรมสิทธิ์ให้กับลูกค้า คือโครงการ คอนโดมิเนียมตากอากาศ บลู และโครงการคอนโดมิเนียม ดิ อิสสระ คอลเลคชั่น สาทร

สำหรับรายละเอียดของทรัพย์สิน หนี้สิน และทุน ตลอดจนผลการดำเนินงานโดยละเอียดได้ถูกแจกแจงให้ทราบแยกตามประเภท รวมถึงตัวเลขอัตราส่วนทางการเงินที่สำคัญดังต่อไปนี้

ฐานะทางการเงิน

สินทรัพย์

บริษัทมีสินทรัพย์รวม ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2559 จำนวน 7,328 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2558 จำนวน 514 ล้านบาท โดยประมาณคิดเป็นร้อยละ 7.5 สินทรัพย์ที่มีการเปลี่ยนแปลงเป็นสาระสำคัญ ได้แก่

  1. เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด เพิ่มขึ้นประมาณ 401 ล้านบาท เงินสดที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่ เนื่องจากบริษัทย่อยได้ จำหน่ายทรัพย์สินที่ใช้ในการประกอบกิจการโรงแรมศรีพันวา โฮเต็ล (โครงการโรงแรมส่วนที่ 2) และบ้านพักตากอากาศ X 29 ให้แก่ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ โรงแรมศรีพันวา ในช่วงไตรมาสที่ 4
  2. ต้นทุนโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อขาย จำนวน 4,398 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 60 ของสินทรัพย์ทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากปี 2558 ประมาณ 174 ล้านบาท เนื่องจาก บริษัทกำลังพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างเพื่อขาย 8 โครงการ และโรงแรมอีก 2 โครงการ ได้แก่ โครงการในกรุงเทพ 3 โครงการ คอนโดมิเนียม ดิ อิสสระ คอลเล็คชั่น สาทร โครงการบ้านเดี่ยว บ้านอิสสระ เรสซิเดนซ์ พระรามเก้า และ บ้านอิสสระ บางนา โครงการคอนโดมิเนียมตากอากาศบริเวณชายหาดหัวหิน ชะอำ 2 โครงการ คือ บ้านทิวทะเลเอสเตท วิลล่า และ โรงแรม บาบา บีชคลับ หัวหิน โครงการคอนโดมิเนียมในจังหวัดเชียงใหม่ 1 โครงการ คือ ดิ อิสสระ เชียงใหม่ โครงการบ้านพักตากอากาศบริเวณปากช่อง-เขาใหญ่ 1 โครงการ คือ บ้านสีตวัน และโครงการบ้านพักตากอากาศ บริเวณหาดนาใต้ จังหวัดพังงา ได้แก่ โครงการ บาบา บีชคลับ ภูเก็ต ซึ่งประกอบไปด้วยบ้านพักตากอากาศเพื่อขาย และโรงแรมอยู่ในโครงการเดียวกัน ทั้งโรงแรม บาบา บีชคลับ หัวหิน และ โรงแรม บาบา บีชคลับ ภูเก็ต จะอยู่ภายใต้การบริหารของโรงแรมศรีพันวา
  3. ที่ดินรอการพัฒนาเพิ่มขึ้น 255 ล้านบาท เนื่องจากบริษัทย่อยมีซื้อที่ดินบริเวณชายหาดหัวหิน-ชะอำ เพิ่มเติมจากบุคคลภายนอก ที่ดินดังกล่าวอยู่ในขั้นตอนการออกแบบเพื่อพัฒนาต่อไป
  4. ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ ลดลง 308 ล้านบาท จากการที่บริษัทย่อยมีการจำหน่ายทรัพย์สินที่ใช้ในการประกอบกิจการโรงแรมศรีพันวา โฮเต็ล (โครงการโรงแรมส่วนที่ 2) และบ้านพักตากอากาศ X 29 ให้แก่ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์โรงแรมศรีพันวา ในช่วงไตรมาสที่ 4

หนี้สิน

บริษัทมีหนี้สินรวม ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2559 ประมาณ 5,040 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2558 ประมาณ 253 ล้านบาท คิดเป็นเพิ่มขึ้นร้อยละ 5 ซึ่งหนี้สินที่มีการเปลี่ยนแปลงอันเป็นสาระสำคัญ ได้แก่

  1. ตั๋วแลกเงิน จำนวนเงิน 297 ล้านบาท เป็นตั๋วแลกเงินที่บริษัทฯ และบริษัทย่อย ออกให้นักลงทุนในวงจำกัด เพื่อใช้ในการซื้อที่ดิน ซึ่งอยู่ในระหว่างรอวงเงินอนุมัติสินเชื่อจากสถาบันการเงิน
  2. ส่วนของเงินกู้ยืมระยะยาวที่ถึงกำหนดชำระภายใน 1 ปี จำนวน 973 ล้านบาทลดลงจากปี 2558 ประมาณ 165 ล้านบาท เนื่องจากเงินกู้ส่วนใหญ่ได้ถูกชำระไปแล้วในระหว่างปี 2559 ส่วนหนี้ที่ต้องชำระภายในปี 2560 ส่วนใหญ่ คือหนี้ที่เกิดจากเงินกู้ของ 2 โครงการ ที่อยู่ในระหว่างการส่งมอบกรรมสิทธิ์ให้กับลูกค้าอยู่ คือ โครงการบ้านทิวทะเล เฟส 3 หรือ บลู และ โครงการคอนโดมิเนียม ดิ อิสสระ คอลเล็คชั่น สาทร ซึ่งคาดว่าจะทยอยส่งมอบกรรมสิทธิ์ให้กับลูกค้าที่จองซื้อไว้ และคืนชำระเงินกู้กับสถาบันการเงินได้ทั้งหมดภายในปี 2560
  3. ส่วนของหุ้นกู้ที่ถึงกำหนดชำระภายใน 1 ปี จำนวน 200 ล้านบาท ซึ่งจะถึงกำหนดชำระในเดือนพฤศจิกายน 2560 บริษัทมีแผนที่จะออกหุ้นกู้ชุดใหม่ในจำนวนเดียวกันเพื่อชำระคืนหุ้นกู้ชุดเดิม หรือหากไม่สามารถออกหุ้นกู้ใหม่ได้ บริษัทก็มีการสำรองไว้ชำระคืนอยู่แล้ว
  4. เงินกู้ยืมระยะสั้นจากกิจการที่เกี่ยวข้องกัน เพิ่มขึ้น 84 ล้านบาทเป็นเงินกู้ยืมจากผู้ถือหุ้นในบริษัทย่อย ซึ่งให้บริษัทย่อยกู้ยืมตามสัดส่วนของเงินลงทุนในบริษัทย่อยนั้นๆ
  5. ภาษีเงินได้ค้างจ่าย จำนวน 118 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2558 ประมาณ 72 ล้านบาท เนื่องจาก บริษัทมีกำไรเพิ่มขึ้นจากปี 2558 ทำให้มีภาระภาษีนิติบุคคลที่ต้องชำระภายในเดือน พฤษภาคม ของปี 2560
  6. เงินกู้ยืมระยะยาวจากบริษัทที่เกี่ยวข้องกัน เพิ่มขึ้น 12 ล้านบาท ก็เช่นเดียวกันกับเงินกู้ยืมระยะสั้นจากกิจการที่เกี่ยวข้องกัน ซึ่งเป็นเงินกู้ยืมตามสัดส่วนของผู้ถือหุ้นในบริษัทย่อย

ส่วนของผู้ถือหุ้น

ส่วนของผู้ถือหุ้นของบริษัทในปี 2559 จำนวนเงิน 1,456 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2558 จำนวนเงิน 133 ล้านบาท เนื่องจากบริษัทมีกำไรจากผลการดำเนินงานในปี 2559 จำนวน 159 ล้านบาทขณะที่มีการจ่ายเงินปันผลในระหว่างปี 2559 จำนวนเงิน 14.2 ล้านบาท และมีการปรับองค์ประกอบอื่นของส่วนของผู้ถือหุ้นอีกประมาณ 12 ล้านบาท

ผลการดำเนินงาน

รายได้

บริษัท ชาญอิสสระ ดีเวล็อปเมนท์ จำกัด (มหาชน) และบริษัทย่อย มีรายได้รวมจากการดำเนินงานในปี 2559 เท่ากับ 3,087 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2558 เท่ากับ 344 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 12.5 ซึ่งการเพิ่มขึ้นของรายได้ดังกล่าวมีส่วนที่เพิ่มขึ้นและลดลงจากการดำเนินธุรกิจของบริษัท ซึ่งประกอบไปด้วยรายได้ของธุรกิจหลัก 3 ธุรกิจ และรายได้อื่นๆ ดังต่อไปนี้

  1. รายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ ปี 2559 เท่ากับ 1,908 ล้านบาท ลดลงจากปี 2558 เท่ากับ 132 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 6 เนื่องจากในปี 2559 บริษัทมีการโอนกรรมสิทธิ์ได้ล่าช้ากว่ากำหนดจาก 2 โครงการใหม่ที่พึ่งสร้างเสร็จในปลายไตรมาสที่ 4 แต่สามารถโอนกรรมสิทธิ์บางส่วนให้กับลูกค้าบางส่วนได้ คือ โครงการคอนโดมิเนียม บ้านทิวทะเล เฟส 3 หรือ บลู บริเวณชายหาดชะอำ อย่างไรก็ดี รายได้ส่วนที่เหลือของทั้ง 2 โครงการจะทยอยรับรู้รายได้ตั้งแต่ ไตรมาสแรกของปี 2560 เป็นต้นไป
  2. รายได้จากการประกอบกิจการโรงแรมศรีพันวา จังหวัดภูเก็ต ในปี 2559 เท่ากับ 531 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2558 เท่ากับ 65 ล้านบาท คิดเป็นเพิ่มขึ้นร้อยละ 14 เนื่องจากโรงแรมศรีพันวา ในส่วนที่ 2 เริ่มสามารถดำเนินการได้ในระหว่างปี 2559 แต่ยังไม่สามารถดำเนินการได้เต็มที่เนื่องจากอยู่ในระหว่างทดลองดำเนินงาน
  3. รายได้จากค่าเช่าและค่าบริการในปี 2559 เท่ากับ 80 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากปี 2558 จำนวน 2 ล้านบาท หรือร้อยละ 2 ซึ่งเกิดจากการที่ลูกค้าบางส่วนได้หมดสัญญาเช่า และมีการปรับราคาค่าเช่าเพิ่มขึ้น ตลอดจนมีผู้เช่ารายใหม่เพิ่มขึ้นบางส่วน
  4. นอกจากธุรกิจหลัก 3 ธุรกิจที่กล่าวถึงแล้ว ในปี 2559 บริษัทยังมีรายได้อื่นๆ ที่เพิ่มขึ้นมาอีกเป็นพิเศษ 2 รายการด้วยกัน คือ
    1. รายได้จากจำหน่ายทรัพย์สินที่ใช้ในการประกอบกิจการโรงแรมศรีพันวา โฮเต็ล (โครงการโรงแรมส่วนที่ 2) และบ้านพักตากอากาศ X 29 ของบริษัท ชาญอิสสระ เรสซิเดนซ์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อย ให้แก่ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์โรงแรมศรีพันวาในราคา 1,293 ล้านบาท ในการจำหน่ายทรัพย์สินครั้งนี้ ทำให้บริษัท ชาญอิสสระ เรสซิเดนซ์ จำกัด มีกำไรขั้นต้น จำนวน 704 ล้านบาท และแสดงกำไรจากการขายทรัพย์สินดังกล่าวไว้ในงบการเงินรวมหลังจากหักสัดส่วนการที่บริษัทฯ และบริษัทย่อย เข้าไปลงทุนในกองทรัสต์ ค่าใช้จ่ายในการขาย และรายได้รอตัดบัญชี เป็นกำไรจากการขายโรงแรมและบ้านพักตากอากาศ จำนวน 429 ล้านบาท
    2. รายได้จากค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจาก บริษัท เทียนหยวน (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งมีบริษัทแม่ตั้งอยู่ในประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน จำนวน 53.3 ล้านบาท เพื่อให้สิทธิกับบริษัทดังกล่าวเข้าร่วมกันทำโครงการคอนโดมิเนียม ดิ อิสสระ เชียงใหม่ กับบริษัท ชาญอิสสระ วิภาพล จำกัด ซี่งเป็นบริษัทย่อย คล้ายกับปี 2558 ที่บริษัทฯ ได้รับค่าธรรมเนียมจากบริษัท จุนฟา เรียลเอสเตท จำกัด จากประเทศจีน จำนวน 56 ล้านบาท เพื่อให้สิทธิในการเข้ามาร่วมทุนกับบริษัท ในการพัฒนาโครงการโรงแรมและที่อยู่อาศัย บริเวณหาดนาใต้ จังหวัดพังงา มูลค่าโครงการประมาณ 3 พันล้านบาท ภายใต้ชื่อโครงการ “Baba Beach Club Phuket”

( หน่วย : ล้านบาท )

รายการรายได้ 2559 2558 เพิ่มขึ้น/
(ลดลง)
ร้อยละเปลี่ยนแปลง
รายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ 1,908 2,041 (133) (6.5)
รายได้จากค่าเช่าและค่าบริการ 80 78 2 2.6
รายได้จากการประกอบกิจการโรงแรม 531 466 65 13.9
กำไรจากการขายโรงแรมและบ้านพักตากอากาศ 429 - 429 100.0
รายได้ค่าธรรมเนียมบริหารงาน 74 63 11 17.5
รายได้จากค่าบริการและค่าสาธารณูปโภค จากโครงการอสังหาริมทรัพย์ 29 30 (1) (3.3)
ดอกเบี้ยรับและอื่นๆ 36 66 (30) (45.5)
รวมรายได้ 3,087 2,744 343 12.5


กำไรขั้นต้น

บริษัทมีกำไรขั้นต้นจากการขายอสังหาริมทรัพย์ ในปี 2559 ประมาณร้อยละ 35.18 ลดลงจากปี 2558 ซึ่งมีกำไรขั้นต้นร้อยละ 38.09 ส่วนอัตราขั้นต้นจากธุรกิจให้เช่าและบริการสำนักงาน คอนโดมิเนียมในอาคารชาญอิสสระทาวเวอร์ 1 และ 2 เท่ากับร้อยละ 44.10 เพิ่มขึ้นจากปี 2558 ซึ่งมีอัตรากำไรขั้นต้น ร้อยละ 39.45 เนื่องจากบริษัทมีการปรับอัตราค่าเช่าเพิ่มขึ้น ส่วนอัตรากำไรขั้นต้นจากการประกอบธุรกิจโรงแรมลดลงจากร้อยละ 12.03 เหลือเพียงร้อยละ 7.02 นั้น เนื่องจาก โรงแรมมีการขยายกำลังคนเพื่อรองรับการดำเนินงานของโรงแรมศรีพันวาเฟสที่ 2 ซึ่งก่อสร้างเสร็จและเริ่มให้บริการแก่ลูกค้าบางส่วนตั้งแต่ต้นปี 2559 ซึ่งยังอยู่ในช่วงทดลองดำเนินการเพื่อปรับปรุงและแก้ไขระบบต่างๆ ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

รายละเอียดกำไรขั้นต้นในต่ละธุรกิจแสดงไว้ในตารางดังนี้

( หน่วย : ล้านบาท )

กำไรขั้นต้น 2559 2558 เพิ่มขึ้น/
(ลดลง)
จากการขายอสังหาริมทรัพย์ 35.18% 38.09% (2.91%)
จากค่าเช่าและค่าบริการ 44.10% 39.45% 4.65%
จากการประกอบกิจการโรงแรม 7.02% 12.03% (5.01)%
รวมกำไรขั้นต้น 29.53% 33.44% (3.91)%


ค่าใช้จ่าย

บริษัทมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นตามยอดรายได้ที่เพิ่มขึ้น ดังนี้คือ

  1. ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารในปี 2559 เพิ่มขึ้นจากปี 2558 จำนวนเงิน 121 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นค่าที่ปรึกษา ค่าสอบบัญชี และค่าใช้จ่ายอื่นๆ จากการจำหน่ายทรัพย์สินที่ใช้ในการประกอบกิจการโรงแรมศรีพันวา โฮเต็ล (โครงการโรงแรมส่วนที่ 2) และบ้านพักตากอากาศ X 29 ให้แก่ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์โรงแรมศรีพันวา ประมาณ 30 ล้านบาท รวมทั้งค่าใช้จ่ายค่าโฆษณาและประชาสัมพันธ์ สำหรับโครงการใหม่ๆ เพิ่มขึ้นประมาณ 30 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายพนักงานที่เพิ่มขึ้นสำหรับการขยายโครงการต่างๆ รวมทั้งโรงแรมศรีพันวา (โครงการโรงแรมส่วนที่ 2) และอื่นๆ ประมาณ 61 ล้านบาท
  2. ค่าใช้จ่ายทางการเงิน ปี 2559 เพิ่มขึ้นจากปี 2558 เท่ากับ 48 ล้านบาท เนื่องจากบริษัทมีเงินกู้จากโครงการเพิ่มขึ้นในระหว่างปี ซึ่งเงินกู้บางส่วนได้ทยอยชำระคืนให้กับสถาบันการเงินตามสัดส่วนของยอดโอนกรรมสิทธิ์จากการขายอสังหาริมทรัพย์ให้กับลูกค้า และอีกส่วนหนึ่งเกิดจากการที่บริษัทมีการออกหุ้นกู้เพิ่มเติมในช่วงกลางปี 2558 อีก 600 ล้านบาท ซึ่งมารับรู้เป็นค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยเต็มปีในปี 2559
  3. บริษัท มีค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้เพิ่มขึ้นจากปี 2559 เท่ากับ 162 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2558 จำนวน 87 ล้านบาทจากการที่บริษัทมีกำไรก่อนค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้เพิ่มขึ้นจากปี 2558 เท่ากับ 116 ล้านบาท

กำไร / (ขาดทุน)สุทธิ

บริษัทมีผลกำไรจากการดำเนินงานในปี 2559 เท่ากับ 159 ล้านบาท เมื่อเทียบกับผลการดำเนินงานของปี 2558 มีผลกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 27 ล้านบาท หรือร้อยละ 20 โดยมีกำไรสุทธิต่อหุ้นเท่ากับ 0.20 บาท

อัตราส่วนทางการเงินที่สำคัญ

  1. อัตรากำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี และค่าเสื่อมราคา (EBITDA) ในปี 2559 เท่ากับร้อยละ 21.08 เพิ่มขึ้นจากปี 2558 ที่มีอัตรากำไรเท่ากับร้อยละ 16.53 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.55 เช่นเดียวกันกับอัตรากำไรสุทธิ ในปี 2559 เท่ากับร้อยละ 5.15 เพิ่มขึ้นจากปี 2558 เท่ากับร้อยละ 0.35
  2. ความสามารถในการจ่ายดอกเบี้ย (EBITDA / Interest Expenses) ในปี 2559 เท่ากับ 5.83 เท่า ลดลงกว่าเล็กน้อยเมื่อเทียบกับปี 2558 ซึ่งมีความสามารถในการจ่ายดอกเบี้ยประมาณ 7.17 เท่า
  3. อัตราส่วนสภาพคล่องปี 2559 เท่ากับ 1.81 เพิ่มขึ้นจากปี 2558 ซึ่งมีอัตราส่วนเท่ากับ 1.68 เท่า ซึ่งเป็นผลมาจากการที่บริษัทมีการเพิ่มขึ้นของสินทรัพย์หมุนเวียนมากขึ้น โดยเฉพาะส่วนของเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดซึ่งเพิ่มขึ้น 401 ล้านบาท
  4. อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน อยู่ที่ระดับ 2.20 เท่า ลดลงจากปี 2558 ที่ระดับ 2.36 เท่า เนื่องจากบริษัทมีกำไรจากการดำเนินงานทำให้ส่วนของทุนเพิ่มขึ้น แต่ถ้าจะคิดเฉพาะหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อทุนแล้วจะมีอัตราส่วนเพียง 1.61 เท่า เท่านั้น
  5. มูลค่าตามบัญชีต่อหุ้นเท่ากับปี 2558 จำนวน 1.84 บาทต่อหุ้น เนื่องจากในระหว่างปี 2559 บริษัทมีการจ่ายเงินปันผลจากการดำเนินงานในปี 2558 ให้กับผู้ถือหุ้น